รีวิว Xiaomi Smart Air Purifier: กำจัด PM2.5 และฟอร์มาลดีไฮด์ อากาศสะอาดในบ้าน
ทำไมผมถึงเริ่มมองหาเครื่องฟอกอากาศ
ช่วงที่ผ่านมาผมย้ายเข้าคอนโดใหม่ครับ แล้วก็มีอาการแปลกๆ ตื่นเช้ามาคัดจมูกบ้าง เจ็บคอหน่อยๆ ทั้งๆ ที่ก็ดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดีแล้วนะ พอมานั่งคิดดูดีๆ อากาศในเมืองนี่มันแย่เอาเรื่องอยู่แล้ว แถมเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่เพิ่งเอาเข้ามา พวกกลิ่นไม้ กลิ่นสีอะไรต่อมิอะไร มันก็อบอวลไปหมด เอาเข้าจริงก็กังวลเรื่อง PM2.5 ที่มองไม่เห็นนี่แหละครับ เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องหาตัวช่วยอย่างเครื่องฟอกอากาศมาไว้ที่บ้าน
Xiaomi Air Purifier ตอบโจทย์พ่อบ้านอย่างผมได้ยังไง
ทีแรกก็เล็งไว้หลายยี่ห้อเลยนะ แต่พอเห็น Xiaomi Smart Air Purifier รุ่นต่างๆ ทั้ง 4 compact, 4 Lite, 4 Pro, Elite ไปจนถึงรุ่นท็อปอย่าง 6 ที่เขาโฆษณาเรื่องการจัดการฟอร์มาลดีไฮด์ได้ด้วยนี่แหละ ทำให้ผมตัดสินใจเลือกค่ายนี้ จุดที่ผมชอบจริงๆ คือมันไม่ได้ดูหรูหราจนเกินไป แต่ดีไซน์มินิมอลเข้าได้กับห้องทุกแบบ พอวางในห้องแล้วมันดูเนียนไปกับเฟอร์นิเจอร์เลย
ประสิทธิภาพที่สัมผัสได้
ผมเลือกตัว 4 Pro มาใช้กับห้องนั่งเล่นที่ค่อนข้างใหญ่หน่อย แล้วก็มี 4 Compact ไว้ในห้องนอนเล็กๆ ของลูกชายอีกตัว พอลองเปิดเครื่องใช้งานไปสักพัก โอ้โห! กลิ่นอับ กลิ่นฝุ่นที่เคยมีนี่จางลงไปเยอะเลยครับ ที่สำคัญคือตอนเปิดเครื่องแรกๆ ค่า PM2.5 ที่แอปมันโชว์จะสูงลิ่วเลยนะ พอเครื่องทำงานไปได้ไม่กี่นาที ค่าก็ลดลงมาจนเขียวปั๊ด ผมรู้สึกได้ถึงอากาศที่สดชื่นขึ้นจริงๆ การทำงานของฟิลเตอร์ HEPA ที่มาพร้อมกับชั้นคาร์บอนกัมมันต์นี่แหละครับที่ช่วยจัดการได้ทั้งฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ละอองเกสร แถมยังดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์กับสารระเหยอย่างฟอร์มาลดีไฮด์ได้อีกด้วย โดยเฉพาะในรุ่น Elite หรือ 6 ที่เน้นเรื่องการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์เป็นพิเศษ อันนี้น่าจะเหมาะกับคนที่เพิ่งตกแต่งบ้านใหม่ หรือมีเฟอร์นิเจอร์ที่อาจจะยังมีกลิ่นเคมีอยู่
ความสะดวกสบายยุคดิจิทัล
ในฐานะพ่อบ้านที่มีอะไรให้วุ่นวายเยอะแยะ การควบคุมเครื่องฟอกอากาศผ่านแอป Mi Home ในมือถือนี่คือตอบโจทย์ชีวิตมากครับ ผมตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ ควบคุมความแรงลมได้จากนอกบ้าน หรือจะดูสถานะไส้กรองก็ได้หมด คือไม่ต้องเดินไปกดที่ตัวเครื่องเลย แค่นั่งโซฟาอยู่ก็สั่งงานได้สบายๆ แถมตัวเครื่องยังทำงานเงียบมากด้วยนะ ตอนกลางคืนเปิดโหมด Sleep คือแทบไม่ได้ยินเสียงเลยครับ ลูกผมนอนหลับสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นอีกต่อไป
เลือกยังไงดี? รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง
ผมว่า Xiaomi ทำเครื่องฟอกอากาศออกมาครอบคลุมการใช้งานดีนะ
- **4 Compact:** เหมาะกับห้องขนาดเล็ก ห้องนอนเด็ก หรือโต๊ะทำงานเล็กๆ ของพนักงานออฟฟิศ เน้นประหยัดพื้นที่และราคาเป็นกันเอง
- **4 Lite:** ขยับขนาดขึ้นมาหน่อย สำหรับห้องนอนทั่วไป ห้องทำงานส่วนตัว
- **4 Pro:** ตัวนี้คือยอดนิยมเลยครับ ครอบคลุมพื้นที่ได้เยอะขึ้น เหมาะกับห้องนั่งเล่น ห้องรับแขกขนาดกลางถึงใหญ่
- **Elite / 6:** สองรุ่นนี้เน้นเรื่องประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ที่ทำได้ดีเป็นพิเศษ เหมาะกับคนที่ต้องการอากาศที่สะอาดแบบสุดๆ หรือมีปัญหาเรื่องกลิ่นเคมีในบ้านเยอะๆ
สิ่งที่แตกต่างกันหลักๆ ก็คือ CADR (อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์) กับชนิดของไส้กรองที่อาจจะมีฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเข้ามาอีกเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วเรื่อง PM2.5 และกลิ่นต่างๆ เขาจัดการได้ดีทุกรุ่นครับ
ข้อสังเกตและสิ่งที่อยากให้ปรับปรุง
ทุกอย่างมันก็มีมุมที่ต้องพิจารณาเนอะ สำหรับ Xiaomi Smart Air Purifier ก็มีบางจุดที่ผมคิดว่าน่าจะดีกว่านี้ได้
- **ค่าไส้กรอง:** แม้ตัวเครื่องจะราคาจับต้องได้ แต่พอใช้ไปสักพักก็ต้องเปลี่ยนไส้กรองครับ ซึ่งราคาไส้กรองแต่ละรุ่นก็มีตั้งแต่หลักร้อยปลายๆ ไปจนถึงหลักพันต้นๆ ถ้าใช้ไปนานๆ ก็ต้องเตรียมงบตรงนี้ไว้ด้วยนะ ปกติก็ประมาณ 6-12 เดือนก็ต้องเปลี่ยนทีนึงครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการใช้งานของแต่ละบ้านเลย
- **การเชื่อมต่อ:** บางทีการเชื่อมต่อกับแอป Mi Home ก็มีงอแงบ้างเล็กน้อย ต้องกดเชื่อมต่อใหม่หรือรีสตาร์ทเครื่อง แต่ก็ไม่ได้บ่อยจนเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร
- **ดีไซน์:** คือมันดีนะที่มินิมอล แต่บางคนอาจจะอยากได้สีสันหรือดีไซน์ที่หลากหลายกว่านี้หน่อย เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นสีขาวดูคลีนๆ อย่างเดียวเลย
สรุปแล้ว สำหรับผมนะ Xiaomi Smart Air Purifier ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากๆครับ ถ้าใครกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศที่ใช้งานง่าย ฉลาด และได้อากาศสะอาดกลับมาจริงๆ ในราคาที่เข้าถึงได้ ผมว่าตัวนี้แหละ ใช่เลยครับ










