รีวิว DJI Mic Mini Transmitter: ไมค์จิ๋วแต่แจ๋ว อัดเสียงในตัว 14 ชม. สำหรับสายลุย
เคยไหมครับ เวลาที่เราอยากจะบันทึกเสียงอะไรสักอย่างที่มันกระทันหันมากๆ เช่นเพื่อนกำลังเล่าเรื่องเด็ดๆ หรือเราเจอสถานการณ์ที่น่าสนใจแล้วอยากถ่ายวิดีโอพร้อมเสียงคุณภาพดีๆ แต่หยิบไมค์ตัวใหญ่ๆ ออกมาไม่ทัน หรือบางทีก็ขี้เกียจเซ็ตอัพเยอะแยะ ยิ่งถ้าเป็นสายคอนเทนต์ที่ต้องทำงานคนเดียวด้วยนะ บอกเลยว่าการมีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้เสมอเป็นเรื่องสำคัญโคตรๆ นั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นที่ผมได้ไปเจอกับเจ้า DJI Mic Mini Transmitter ตัวจิ๋วที่มาพร้อมสีสันสุดเท่ทั้ง Infinity Black กับ Arctic White บอกเลยว่าเห็นแวบแรกก็สะดุดตาแล้วครับ
ไมค์ตัวเล็กแค่นี้ จะไปทำอะไรได้?
เอาเข้าจริงตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นนะ เพราะมันเล็กมากจริงๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วโป้งเองมั้งครับ พอลองมานึกดูว่าไอ้เจ้าตัวเล็กนี่มันจะทำอะไรได้บ้าง ถึงได้รู้ว่า DJI เขาไม่ได้ทำมาเล่นๆ เลยนะ คือปกติเราจะรู้จัก DJI ในฐานะโดรนหรือกล้อง อย่าง Osmo Pocket 3 ที่เพิ่งออกไปนี่ก็ฮือฮากัน แต่เรื่องเสียงเนี่ย ผมว่าหลายคนอาจจะมองข้ามไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วเขาก็มีโซลูชันเสียงที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย
เจ้า Mic Mini Transmitter ตัวนี้ออกแบบมาให้ตอบโจทย์คนทำงานสายวิดีโอ หรือสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องการความคล่องตัวสูงเป็นหลักเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Vloggers, Youtubers, หรือใครก็ตามที่ต้องถ่ายงานแบบ Run & Gun คือเดินไปถ่ายไป ไม่ได้มีทีมงานคอยเซ็ตอัพอะไรให้เยอะแยะ ตัวมันเล็กจนแทบจะหนีบติดเสื้อแล้วลืมไปเลยว่ามีไมค์อยู่ ที่สำคัญคือเรื่องดีไซน์ทั้ง Infinity Black กับ Arctic White มันดูดีมากจริงๆครับ เรียบหรู มินิมอล ไม่ได้ดูเป็นของเล่นเลย
สารพัดฟังก์ชันที่มาพร้อมตัวจิ๋ว
คุณภาพเสียงที่ไม่จิ๋วตามขนาด
ถึงแม้ขนาดจะเล็ก แต่เรื่องเสียงนี่ผมต้องบอกว่ามันทำได้เกินคาดจริงๆครับ ตัวมันเองมีไมโครโฟนรอบทิศทาง (Omnidirectional) มาให้เลย ซึ่งเหมาะมากกับการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะพูดหันไปทางไหนก็เก็บเสียงได้ดี เสียงที่ได้ค่อนข้างเคลียร์และเป็นธรรมชาติมากๆครับ ไม่ได้มี Noise อะไรมากวนใจเท่าไหร่ด้วยเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะในตัว เอาเป็นว่าถ้าคุณอัดในสภาพแวดล้อมที่ไม่โหดร้ายมากนัก เสียงที่ได้นี่คือพร้อมใช้งานสำหรับงานโปรดักชันเล็กๆ ได้สบายๆ เลย
อัดเสียงในตัวได้สบายๆ 14 ชั่วโมง!
นี่แหละครับคือจุดที่ผมเซอร์ไพรส์ที่สุดและมองว่าเป็น Information Gain ที่สำคัญมากที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ไอ้เจ้าตัวส่งสัญญาณเล็กๆ นี่มันมีหน่วยความจำในตัว 8GBนะครับ สามารถอัดเสียงแบบ Standalone ได้สูงสุดถึง 14 ชั่วโมงที่คุณภาพ 48 kHz 24-bit โหดมาก! หมายความว่าถ้าแบตเตอรี่หมดหรือสัญญาณขาดหายไปชั่วขณะ คุณก็ยังมีไฟล์เสียงสำรองคุณภาพสูงเก็บไว้ในตัวไมค์เลย นี่มันอุ่นใจสุดๆ เวลาทำงานที่ไม่ต้องการความผิดพลาดเลยนะ
เชื่อมต่อได้หลากหลายสไตล์ DJI
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ของ DJI ตัวมันเองก็เชื่อมต่อได้ง่ายดายมากๆครับ นอกจากจะใช้กับตัวรับสัญญาณ DJI Mic 2 Receiver แล้ว เจ้า Mini Transmitter ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Osmo Pocket 3, Osmo Action 4 ผ่าน Bluetooth ได้โดยตรงเลย คือโคตรสะดวกสำหรับคนที่มีอุปกรณ์ DJI อยู่แล้ว ไม่ต้องพกตัวรับสัญญาณเพิ่มเลย แค่กดเชื่อมต่อก็พร้อมใช้งานทันที ส่วนกับมือถือหรือกล้องอื่นๆ ก็ยังคงต้องพึ่งพา Receiver อยู่ครับ แต่การที่มันเชื่อมต่อตรงกับ Osmo Pocket 3 ได้เนี่ย สำหรับสายคอนเทนต์ที่ใช้กล้องตัวนี้อยู่แล้ว มันคือคู่หูที่ลงตัวที่สุดจริงๆ
มีดีก็ต้องมีติ ข้อสังเกตที่ต้องพิจารณา
แน่นอนครับว่าไม่มีสินค้าอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% เจ้า DJI Mic Mini Transmitter ตัวนี้ก็เช่นกัน ถึงมันจะยอดเยี่ยมหลายอย่าง แต่ก็มีบางจุดที่ผมคิดว่าผู้ใช้น่าจะลองพิจารณาก่อนตัดสินใจ
อันดับแรกเลยคือ มันเป็นแค่ตัวส่งสัญญาณนะครับ สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ยังไม่มีอุปกรณ์ DJI อื่นๆ อย่าง Osmo Pocket 3 หรือ DJI Mic 2 Receiver คุณจำเป็นต้องซื้อตัวรับสัญญาณมาใช้ร่วมด้วย ถ้าซื้อแยกนี่ก็ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก คือถ้าไม่ได้มีแพลนจะใช้กับ Pocket 3 โดยตรง การซื้อชุด DJI Mic 2 แบบคู่มาเลยอาจจะคุ้มค่ากว่าในภาพรวม เพราะได้ตัวรับมาด้วย
อีกจุดคือ ไม่มีหน้าจอแสดงผลบนตัว Transmitterครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของไมค์ขนาดเล็กแบบนี้แหละ คือคุณจะไม่เห็นสถานะแบตเตอรี่หรือระดับเสียงจากตัวไมค์โดยตรง ต้องไปดูที่ตัวรับสัญญาณหรือที่แอปพลิเคชันแทน ซึ่งบางทีในการทำงานแบบเร่งรีบก็อาจจะทำให้ตรวจสอบสถานะได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร
สุดท้ายคือ การใช้พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จและถ่ายโอนข้อมูล อันนี้เป็นมาตรฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ก็หมายความว่าถ้าคุณอยากจะดึงไฟล์เสียงที่อัดไว้ในตัวมันออกมา คุณต้องใช้สาย USB-C ซึ่งเป็นคนละพอร์ตกับที่ใช้เชื่อมต่อกับตัวรับสัญญาณ (ถ้าตัวรับเป็น USB-C ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น Lightning ก็ต้องพกสายเพิ่ม) อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจำไว้ครับ
สรุปแล้วเจ้าตัวจิ๋วนี้เหมาะกับใคร?
ถ้าถามผมนะ เจ้า DJI Mic Mini Transmitter ตัวนี้เหมาะมากๆ กับกลุ่มคนทำคอนเทนต์ที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุด ต้องการไมค์คุณภาพดีที่พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็น Vloggers ที่ชอบเดินทาง, Youtubers ที่ชอบถ่ายทำนอกสถานที่, หรือแม้แต่นักข่าวภาคสนามที่ต้องการอัดเสียงสัมภาษณ์แบบไม่เกะกะ หรือถ้าคุณเป็นเจ้าของ Osmo Pocket 3 หรือ Osmo Action 4 อยู่แล้วนี่ ผมฟันธงเลยว่ามันคือ Must-Have Item ที่จะยกระดับงานวิดีโอของคุณไปอีกขั้นแบบไม่ต้องคิดเยอะเลยครับ
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่จะซื้อไมค์ตัวแรก และยังไม่มีอุปกรณ์ DJI อื่นๆ ผมแนะนำให้พิจารณาชุด DJI Mic 2 แบบที่มีตัวรับสัญญาณมาด้วยเลยน่าจะตอบโจทย์กว่าครับ แต่สำหรับคนที่รู้ตัวว่าต้องการความมินิมอล ต้องการไมค์เสริมคุณภาพเยี่ยมที่พกไปได้ทุกที่ และเน้นการใช้งานแบบเดี่ยวๆ เป็นหลัก นี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยครับ ทั้งสี Infinity Black และ Arctic White ก็ทำให้มันดูเป็นอุปกรณ์เสริมที่ดูดีมีสไตล์จริงๆ
สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงานของคุณเองแหละครับว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษ แต่สำหรับผมนะ ไอ้เจ้าตัวเล็กนี่มันแจ๋วเกินตัวจริงๆครับ










