Marshall Kilburn III รีวิว: ลำโพงบลูทูธพกพาเสียงดี ดีไซน์คลาสสิก ที่สายดนตรีไม่ควรพลาด
นานมาแล้วที่ผมตามหาลำโพงบลูทูธคู่ใจสักตัวที่มันไม่ใช่แค่เปิดเพลงได้เสียงดัง แต่ต้องมีคาแรคเตอร์ มีความเป็นตัวเองสูงๆ พอดีช่วงนั้นเพื่อนสนิทที่บ้านเป็นร้านกาแฟกำลังมองหาลำโพงมาวางในร้านแล้วบ่นว่าอยากได้ตัวที่มันดูดี มีสไตล์หน่อย ผมเลยไปช่วยหาแล้วก็เจอ Marshall Kilburn III นี่แหละครับ พอเห็นครั้งแรกปุ๊บรู้เลยว่านี่แหละที่ตามหามานาน มันใช่เลยทั้งเรื่องดีไซน์และชื่อชั้นของแบรนด์
ดีไซน์ที่กินขาด เห็นแล้วรู้เลยว่า Marshall
เอาจริงๆ ผมเป็นพวกที่แพ้ของสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งพอได้เห็น Kilburn III สีดำตัดกับทองเหลืองนะ มันโคตรจะคลาสสิกเลยครับ ไม่ว่าจะวางตรงไหนในบ้านผมหรือในร้านกาแฟเพื่อนก็ดูดีไปหมด มันเหมือนเป็นของแต่งบ้านไปในตัวด้วยซ้ำ วัสดุที่ใช้ก็ดูแข็งแรง ทนทานดีนะ ตัวตะแกรงเหล็กด้านหน้า การหุ้มด้วยหนังคล้ายๆ ตู้แอมป์กีตาร์นี่คือเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ Marshall เลย แถมยังได้สายสะพายมาด้วยอีก เส้นใหญ่ๆ แข็งแรงๆ นี่แหละ ใช่เลย ทำให้การพกพาออกไปข้างนอกมันสะดวกขึ้นเยอะเลยครับ
ปุ่มควบคุมอนาล็อกนี่แหละฟีลลิ่ง
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ตั้งแต่รุ่นก่อนๆ ของ Marshall เลยก็คือปุ่มปรับเสียง ทุ้ม แหลม แบบอนาล็อกนี่แหละ มันให้ความรู้สึกคลาสสิกมากๆ ไม่ต้องกดๆ จิ้มๆ บนแอปฯ ให้วุ่นวาย อยากได้เบสหนักขึ้นก็หมุนๆ เอา อยากให้เสียงแหลมใสขึ้นก็หมุนได้ตามใจ ฟีลลิ่งมันได้จริงๆนะครับ การได้หมุนปุ่มพวกนี้มันไม่ใช่แค่การปรับเสียง แต่มันคือประสบการณ์ส่วนตัวที่หาไม่ได้จากลำโพงแบรนด์อื่น
เสียงสไตล์ Marshall ที่คุ้นเคย แต่ดังกว่าเดิม
พูดถึง Marshall ก็ต้องพูดถึงเรื่องเสียงใช่ไหมครับ สำหรับ Kilburn III เนี่ย เสียงมันยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Marshall ที่ผมชอบเลยนะ คือมันจะออกแนวทุ้ม นุ่ม อิ่ม มีมิติ ฟังเพลงร็อก เพลงป๊อป หรือแม้แต่เพลงแนวโซล แจ๊ส ก็ทำได้ดีครับ เบสแน่น กระชับ ไม่ได้บวมจนน่ารำคาญ ส่วนเสียงกลางก็ชัดเจน ไม่ถูกเบสกลบ เสียงแหลมก็ใส รายละเอียดดี พอผมเอามาลองเปิดเพลงโปรดก็รู้สึกว่ามันอัพเกรดจากรุ่นเดิมไปอีกขั้นเลย คือเสียงมันไม่ได้แค่ดังขึ้นนะ แต่มันฟังดูมีมิติมากขึ้นด้วย
จริงๆ ผมว่าเสียงมันกว้างกว่าที่คิดสำหรับลำโพงไซส์นี้ เอาไปเปิดในห้องนั่งเล่นก็เต็มห้อง เปิดในร้านกาแฟขนาดกลางก็เอาอยู่สบายๆ เสียงมันพุ่งออกมาแบบมีพลังดีครับ เวลาเปิดเพลงที่เน้นเครื่องดนตรีหลายชิ้นหน่อยก็ยังแยกแยะเสียงได้ดี ไม่ได้ตีกันมั่วไปหมด
แบตอึด ทนทาน ลุยได้ทุกสถานการณ์
ตอนแรกก็แอบกังวลเรื่องแบตเตอรี่นะ เพราะลำโพงที่เสียงดีๆ พลังเยอะๆ แบบนี้ส่วนใหญ่แบตมันจะไปเร็ว แต่ Kilburn III นี่คือเกินคาดเลยครับ เขาเคลมว่าฟังได้ 20+ ชั่วโมง แต่ที่ผมลองใช้งานจริงก็คือใช้ได้ยาวๆ เลยครับ ออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนข้างนอก เปิดเพลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่บ่ายจนดึก แบตก็ยังไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
แถมด้วยความที่เป็นลำโพงพกพา เขาก็ออกแบบมาให้ทนไม้ทนมือดีนะ ผมเคยเอาไปเปิดที่ริมสระน้ำ แล้วมีน้ำกระเด็นใส่บ้าง ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เท่าที่หาข้อมูลมาคือมันกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 เลยนะ คือถ้าเผลอทำตกน้ำไปแป๊บๆ ก็ยังรอด (แต่คงไม่มีใครอยากลองหรอกจริงไหมครับ) ตรงนี้เลยทำให้ผมกล้าที่จะพกพาไปใช้งานนอกบ้านมากขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าจะพังง่ายๆ
ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากให้รู้ไว้
ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีไปซะทั้งหมดนะครับ ถึงแม้ผมจะชอบมันมาก แต่ก็มีบางจุดที่พอลองมานึกดูแล้วก็อยากจะแชร์ให้ฟัง อย่างแรกเลยก็คือเรื่องของน้ำหนักครับ ด้วยความที่มันดูแข็งแรงทนทาน วัสดุดี มันก็เลยมีน้ำหนักพอสมควรเลยนะ สำหรับบางคนที่อาจจะชอบลำโพงที่เบากว่านี้มากๆ เวลาแบกไปไหนมาไหนบ่อยๆ อาจจะรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อย แต่สำหรับผม ผมโอเคนะครับ เพราะมันแลกมาด้วยเสียงและคุณภาพที่ยอดเยี่ยม
อีกเรื่องคือเรื่องราคาครับ Marshall Kilburn III นี่ก็จัดอยู่ในกลุ่มลำโพงพรีเมียมเหมือนกันนะ ราคามันก็อาจจะสูงกว่าลำโพงบลูทูธทั่วๆ ไปในตลาด แต่ถ้ามองในแง่ของดีไซน์ เสียง และความทนทาน ผมว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนนะ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่หลงใหลในเสียงดนตรีและสไตล์แบบ Marshall จริงๆ
พอลองได้ใช้เจ้า Kilburn III มาสักพัก ผมบอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่ลำโพงธรรมดา แต่มันคือเพื่อนคู่ใจที่พาเสียงเพลงดีๆ ไปกับเราได้ทุกที่จริงๆครับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาไปเปิดฟังชิลล์ๆ ที่บ้าน เปิดเพลงสร้างบรรยากาศในงานปาร์ตี้เล็กๆ หรือแม้แต่พาไปเปิดระหว่างทริปเดินทาง มันก็ตอบโจทย์ได้หมดเลย
ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพงบลูทูธที่ไม่ได้มีแค่เสียงดี แต่ยังมาพร้อมดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แบตอึด ทนทาน แล้วก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคุณ ผมว่า Marshall Kilburn III นี่แหละคือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆครับ เชื่อผมเถอะครับ ลองแล้วจะติดใจ!










